Growth Mindset คืออะไร

Mindset คือ “กรอบความคิดหรือวิธีคิดที่ส่งผลต่อความเชื่อ และพฤติกรรมต่อเรื่องต่างๆที่แตกต่างกันไปในแต่ละคน” ดังนั้นการเข้าใจความสำคัญและสามารถปรับระบบความคิดให้เป็น Growth Mindset ได้ จะส่งผลต่อพฤติกรรมการเรียนรู้ เติบโต พัฒนาตนเองสู่ความสำเร็จได้
ลองมาทำความเข้าใจดูว่าตนเองมี Mindset แบบไหน และถ้าอยากจะพัฒนา Mindset ของตนเอง จะมีวิธีการอย่างไร

เลือกหัวข้อที่ต้องการอ่าน


ความสำคัญของ Mindset

Mindset เป็นเรื่องที่ได้รับการยอมรับในวงการจิตวิทยาและวงการอื่นๆอย่างกว้างขวาง การที่คนๆหนึ่งจะมี Mindset อย่างไรนั้นจะส่งผลต่อความสำเร็จหรือล้มเหลวในชีวิตของเขา แม้แต่วงการศึกษาระดับโลกก็ให้ความสำคัญกับเรื่องของ Mindset เป็นอย่างมาก จากผลงานวิจัยของศาสตราจารย์ Dr.Carol S. Dweck ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาศักยภาพของมนุษย์ของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด

Dr Carol Dweck
Carol Dweck

ได้ศึกษาพบว่าคนเรามีความเชื่อเรื่องสติปัญญาและความสามารถของตนเองแตกต่างกัน และกรอบความคิดเป็นปัจจัยสำคัญทางจิตวิทยาที่มีผลต่อความสำเร็จของคนๆนั้น

Mindset-and-reaction

กรอบความคิดนี้เปรียบเหมือนเลนส์ที่เราใส่แว่น เราจะมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อสิ่งภายนอกผ่านเลนส์ที่เราเห็น แล้วส่งผลต่อพฤติกรรมและการใช้ชีวิตของเรา ดังนั้นกล่าวได้ว่า Mindset เปรียบเสมือนเลนส์แห่งความคิดของคนเรา


ประเภทของ Mindset

จากงานวิจัยกว่า 40 ปี Dr.Carol ได้แบ่งกลุ่มของ Mindset ออกเป็น 2 ประเภท คือ

  • Growth Mindset (กรอบความคิดแบบเติบโต)
  • Fixed Mindset (กรอบความคิดแบบยึดติด)

1. Growth Mindset คือ

กรอบความคิดที่เชื่อว่า คนเราสามารถเรียนรู้และพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นได้ ความสามารถและสติปัญญาเป็นเรื่องของพรแสวง คนที่มีแบบกรอบความคิดแบบเติบโตจะมีความกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้ ชอบที่จะเรียนรู้จากปัญหา ชอบความท้าทาย มีความมุมานะที่จะแก้ไขปัญหาอุปสรรค มีความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ

2. Fixed Mindset คือ

กรอบความคิดที่เชื่อว่า ความสามารถหรือสติปัญญาของคนเกิดมาอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น เป็นเรื่องของพรสวรรค์ ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ คนที่มีกรอบความคิดแบบยึดติดจะให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์ เช่น ต้องดูดี ดูฉลาด ดูเก่งไว้ก่อน มักจะไม่มีความพยายาม หลีกเลี่ยงปัญหาและความท้าทาย เมื่อเจออุปสรรคจะมองว่าคือความล้มเหลว มักจะหนีปัญหา เพราะกลัวว่าถ้าทำไม่ได้แล้วกลัวคนอื่นจะดูว่าโง่ ไม่เก่ง เสียภาพลักษณ์


ผลกระทบต่อพฤติกรรมของคนที่มีกรอบความคิดต่างกัน

คนที่มีกรอบความคิดแตกต่างกันจะมีพฤติกรรมแตกต่างกัน เช่น รูปแบบการเรียนรู้ เป้าหมายในชีวิต การแสดงออกเมื่อเจอกับสถานการณ์ที่ท้าทายหรือเมื่อเกิดปัญหา และปฏิกิริยาเมื่อพบกับความล้มเหลว ซึ่งความแตกต่างต่อการตอบสนองต่อสิ่งต่างๆเหล่านี้จะส่งผลต่อการพัฒนาตนเอง อันนำไปสู่การประสบความสำเร็จในด้านต่างๆทั้งการเรียน การทำงาน หรือการใช้ชีวิตของแต่ละบุคคลที่ต่างกันออกไป

Growth-Mindset-like-to-learn

คนที่มีกรอบความคิดแบบเติบโตมักให้ความสำคัญต่อการแสวงหาการเรียนรู้ใหม่ๆ รวมทั้งมีความพยายามและฝึกฝนตนเองอย่างหนัก เพื่อให้ประสบความสำเร็จในการเรียนรู้

ในขณะที่คนที่มีกรอบความคิดแบบยึดติดมักมีความเชื่อว่า การใช้ความพยายามสะท้อนถึงการด้อยความสามารถ เพราะถ้าเป็นผู้ที่มีความสามารถแล้วก็ไม่ต้องอาศัยความพยายามทำสิ่งต่างๆ

ด้วยเหตุนี้ผู้ที่มีกรอบความคิดแบบยึดติดจึงมักหลีกเลี่ยงที่จะใช้ความพยายามในการจัดการแก้ไขปัญหาต่างๆ รวมถึงมีความวิตกกังวลกับการพิสูจน์ว่า ตัวเองมีคุณลักษณะที่ดีพอหรือไม่ หรือมีความสามารถมากน้อยเพียงใด

ซึ่งแตกต่างจากผู้ที่มีกรอบความคิดแบบเติบโตที่มักไม่ให้ความสำคัญต่อการรักษาภาพลักษณ์ของตัวเองมากนัก แต่จะให้ความสำคัญกับกระบวนการเรียนรู้มากกว่า

Growth-Mindset-like-to-try

คนที่มีกรอบความคิดแตกต่างกันจะมีมุมมองต่อความพยายามแตกต่างกันส่งผลให้มีพฤติกรรมการตอบสนองต่อสิ่งท้าทายแตกต่างกันอีกด้วย

คนที่มีกรอบความคิดแบบเติบโตมักแสวงหาสิ่งท้าทาย เนื่องจากมีความเชื่อว่าการทำสิ่งที่ท้าทายเป็นเสมือนโอกาสในการเรียนรู้

ขณะที่คนที่กรอบความคิดแบบยึดติดมีความเชื่อว่า สถานการณ์ที่ท้าทายเป็นเสมือนบททดสอบ ประเมินความฉลาด หรือความสามารถของตนเองดังนั้นจึงพยายามหลีกเลี่ยงความท้าทาย รวมถึงมีแนวโน้มในการแสวงหาเฉพาะสิ่งที่ง่ายๆ จะหลีกหนีสถานการณ์ที่อาจก่อให้เกิดความผิดพลาดนอกเสียจากว่าจะมีแรงจูงใจจากภายนอกเพื่อให้สามารถเอาชนะอุปสรรคได้

งานวิจัย Growth Mindset และ Fixed Mindset พบว่า คนที่มีกรอบความคิดแตกต่างกันจะมีแรงจูงใจต่างกัน คือ คนที่มีกรอบความคิดแบบเติบโตจะมีแรงจูงใจภายใน ขณะที่คนที่มีกรอบความคิดแบบยึดติดจะมีแรงจูงใจภายนอกเป็นตัวผลักดันพฤติกรรม เช่น ของรางวัล เป็นต้น

ในด้านมุมมองต่อความผิดพลาดหรือล้มเหลว คนที่มีกรอบความคิดแบบเติบโตจะมองความล้มเหลวเป็นเรื่องปกติ และพยายามเรียนรู้จากความล้มเหลวนั้นเพื่อปรับปรุงให้ดีขึ้นในครั้งถัดไป รวมทั้งมีการพัฒนาตัวเองภายหลังจากที่ผิดพลาดได้มากกว่าคนที่มีกรอบความคิดแบบยึดติด

ซึ่งคนที่มีกรอบความคิดแบบยึดติดเมื่อเกิดความล้มเหลว มักจะท้อถอย โทษตัวเอง ลดคุณค่าในตัวเอง เกิดความทุกข์ และไม่ค่อยเปิดรับความล้มเหลวเข้ามาในชีวิต


เปรียบเทียบ Growth Mindset vs Fixed Mindset

Compare-Fixed-and-Growth-Mindset
เมื่อเจอความท้าทาย

คนที่มีกรอบความคิดแบบยึดติด จะหนีหรือหลีกเลี่ยง เพราะไม่อยากล้มเหลว ทำให้ไม่พัฒนา
ส่วนคนที่มีกรอบความคิดแบบเติบโต ชอบเผชิญความท้าทาย

เมื่อเจออุปสรรค

คนที่มีกรอบความคิดแบบยึดติด จะล้มเลิกหรือยอมแพ้โดยง่าย เพราะเชื่อว่าพยายามไปก็เท่านั้น
ส่วนคนที่มีกรอบความคิดแบบเติบโต ยังทำสิ่งนั้นต่อไปแม้เผชิญความล้มเหลว มุ่งมั่นที่จะเอาชนะอุปสรรค แม้ปัจจุบันยังเอาชนะไม่ได้ แต่ก็มุ่งมั่นที่จะทำให้ได้สักวันหนึ่ง

ในด้านความพยายาม

คนที่มีกรอบความคิดแบบยึดติด เชื่อว่าพยายามไปก็ไร้ผล เกิดมาก็เป็นแบบนี้ ความสามารถมันได้แค่นี้ มันเปลี่ยนแปลงไม่ได้อยู่แล้ว
ส่วนคนที่มีกรอบความคิดแบบเติบโต เชื่อว่าความพยายามเป็นหนทางสู่ความชำนาญเชี่ยวชาญและทำให้ดีขึ้นได้

ในด้านคำวิจารณ์

คนที่มีกรอบความคิดแบบยึดติด จะไม่สนใจคำวิจารณ์ที่เป็นประโยชน์ในการปรับปรุงตัวเอง
ส่วนคนที่มีกรอบความคิดแบบเติบโต จะมีวิจารณญาณในการแยกแยะคำวิจารณ์ที่เป็นข้อเท็จจริงโดยมุ่งหวังให้เกิดการพัฒนา และยอมรับเพื่อจะปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้น

เมื่อเห็นคนอื่นสำเร็จ

คนที่มีกรอบความคิดแบบยึดติด เห็นเป็นภัยคุกคามกับตัวเอง เกรงจะเกิดผลกระทบกับหน้าที่การงานตัวเอง
ส่วนคนที่มีกรอบความคิดแบบเติบโต จะหาบทเรียน หาแรงบันดาลใจจากความสำเร็จของคนอื่น เพื่อเรียนรู้

ผู้บริหารกับเรื่อง Mindset

งานวิจัยได้ทำการสำรวจว่า ทำไมบริษัทใหญ่ๆบางแห่งถึงอยู่ได้ไม่นาน ล้มหาย หรือปิดตัวลงเมื่อเวลาผ่านไป

จากผลการวิจัยพบว่า เวลาคนเราประสบความสำเร็จจะมีสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นมาคือ ทิฐิ และผู้บริหารจำนวนไม่น้อยมักมีทิฐิมากขึ้นเมื่อบริษัทประสบความสำเร็จ เกิดความเชื่อมั่นในตัวเองอย่างสูง ยึดถือความสมบูรณ์แบบของตัวเองและคิดว่าความสำเร็จจะคงคงอยู่อย่างนั้นตลอด

เขาจะรับรู้แต่สิ่งที่เป็นบวกของบริษัท อะไรที่เป็นลบจะไม่ค่อยฟัง ใครเตือนอะไรก็ไม่ค่อยฟังเพราะคิดว่าปัจจุบันก็ดีอยู่แล้ว ซึ่งถือเป็นอันตรายจากการที่มีกรอบความคิดแบบยึดติด การเชื่อในความสมบูรณ์แบบนี้เป็นความเสี่ยงที่จะทำให้บริษัทล่มสลายเร็วขึ้น หรือจากเป็นบริษัทชั้นนำกลายเป็นชั้นรองหรือเล็กลงมา

ส่วนผู้บริหารที่มีกรอบความคิดแบบเติบโต จะรับฟังปัญหาจากพนักงานอย่างสม่ำเสมอ เรียนรู้และเอาใจใส่กับการทำงานเป็นทีม เชื่อว่าคนพัฒนาได้ และมีทัศนคติในการคัดคนทำงานที่จะพัฒนาตัวเองได้ รักการเรียนรู้ สอนได้ ไม่ใช่เลือกเฉพาะคนเก่งอยู่แล้ว


ประโยชน์จากการฝึกฝน Growth Mindset

จากการศึกษาพบว่ากรอบความคิดแบบเติบโต เป็นทักษะที่สามารถฝึกฝนพัฒนาได้ ผู้ที่ฝึกฝนจะเกิดประโยชน์ดังนี้

Benefit-for-growth-mindset
  • มองตัวเองในด้านบวก
  • เชื่อมั่นในความสามารถตนเอง
  • มุ่งมั่นและพยายามในการเรียนรู้
  • กระตือรือร้นในการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ
  • ปรับปรุงพัฒนาตนเองอยู่เสมอ
  • แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับผู้อื่น

นอกจากนี้ผู้เรียนที่มีกรอบความคิดแบบเติบโต จะเรียนเพื่อให้เกิดความรู้จริง ชอบทำกิจกรรมที่ท้าทาย และมีแนวโน้มจะเป็นบุคคลที่เรียนรู้ตลอดชีวิต (life long learner)

รักในการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ มองเห็นโอกาสการพัฒนาจากความผิดพลาด โดยนำประสบการณ์ที่ได้มาทบทวนและปรับปรุงให้ดีขึ้น มีแรงจูงใจจากภายใน มุ่งมั่น ปรับปรุงพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง และมีความสุขในการเรียนรู้


แนวทางการบ่มเพาะกรอบความคิดแบบเติบโต

  • ปรับทัศนคติให้เห็นว่าทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาให้ดีขึ้นได้หากมีความพยายามมากพอ มีความอดทนไม่ล้มเลิกง่ายๆ พยายามเรียนรู้พัฒนาตัวเองอยู่เสมอ
  • ให้ความสำคัญกับการเรียนรู้มากกว่าสนใจความล้มเหลว กล้าเสี่ยงที่จะทำสิ่งท้าทายใหม่ๆ
  • ตระหนักว่าทุกคนต่างก็มีทั้งกรอบความคิดแบบเติบโต และ กรอบความคิดแบบยึดติดปนกัน ขึ้นอยู่กับว่าจะมีกรอบความคิดชนิดไหนในด้านต่างๆ
  • เปิดกว้างต่อคำติชม ยอมรับที่จะปรับปรุงตนเองหากคำวิจารณ์นั้นเป็นข้อเท็จจริงและเป็นประโยชน์
  • มีสติหากรู้ตัวว่าเผลอใช้กรอบความคิดแบบยึดติด โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่เป็นปัญหาหรืออุปสรรค
palagrit-growth-minset-course

การมี Mindset ที่ดีจะช่วยต่อยอดให้เราพัฒนาตัวเองไปต่อเนื่องได้ไกลสู่เป้าหมาย หากใครที่กำลังมองหาตัวช่วยในการพัฒนาหรือเรียนรู้เพื่อช่วยปลดล็อคขีดจำกัดของตัวเอง หลักสูตรพัฒนา growth mindset เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่จะช่วยพัฒนาความคิดและผลักดันไปสู่ความสำเร็จ



ผลงานอบรมอื่นๆ