<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	 xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" >

<channel>
	<title>Self Development &#8211; Palagrit Consultant Co.,Ltd</title>
	<atom:link href="https://www.palagrit.com/category/self-development/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.palagrit.com</link>
	<description></description>
	<lastBuildDate>Sun, 20 Apr 2025 11:51:41 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.8</generator>
	<item>
		<title>สติช่วยให้ทำงานดีขึ้นและมีความสุขได้อย่างไร</title>
		<link>https://www.palagrit.com/how-mindfulness-increase-productivity-happiness/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 10 Feb 2025 07:34:34 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Self Development]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.palagrit.com/?p=33253</guid>

					<description><![CDATA[ในยุคที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมากขึ้น ความหลากหลายของข้อมูลและสิ่งรบกวนตามสื่อต่างๆได้เข้ามาสู่การรับรู้ของเราอย่างมากมาย ผลกระทบจากความซับซ้อนที่เพิ่มขึ้น คือ แนวโน้มของความเครียดที่จะเพิ่มขึ้นในทุกๆวินาที หลายครั้งในชีวิตเราจะพบกับช่วงเวลาที่เราต้องทำงานอย่างหนักและต่อเนื่อง หรือพบกับปัญหาที่ทำให้เราเกิดความวิตกกังวล การที่จิตใจของเราโฟกัสไปยังหลายเรื่องพร้อมกัน ความสามารถในการทำงานและประสิทธิภาพในการคิดของเราอาจลดลงได้โดยไม่รู้ตัว เกิดอาการมึนงง ติดขัดในการแก้ปัญหาตรงหน้า ยิ่งเรานำเอาความวิตกกังวลเกี่ยวกับอดีตที่ฝังใจหรืออนาคตที่ยังไม่เกิดขึ้นมาผสมโรงเข้าไปด้วย เราก็จะยิ่งสับสนและหลงทางได้ง่าย คนที่เป็นผู้บริหารหรือผู้นำทีมงานที่ไม่ตระหนักรู้ถึงปรากฎการณ์เหล่านี้   แล้วรีบร้อนไปวางแผนสิ่งต่างๆเพื่อลบงมือแก้ไขปัญหาในขณะที่ยังขาดสติและขาดข้อมูลจากการมองสิ่งต่างๆได้อย่างชัดเจนไม่มีอคติ ผลลัพธ์ที่ตามมาก็อาจจะไม่เป็นประโยชน์แก่องค์กรหรือหน่วยงานนั้นๆได้อย่างเต็มที่ การฝึกสติ (Mindfulness) อย่างถูกวิธี [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ในยุคที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมากขึ้น ความหลากหลายของข้อมูลและสิ่งรบกวนตามสื่อต่างๆได้เข้ามาสู่การรับรู้ของเราอย่างมากมาย ผลกระทบจากความซับซ้อนที่เพิ่มขึ้น คือ แนวโน้มของความเครียดที่จะเพิ่มขึ้นในทุกๆวินาที</p>



<p>หลายครั้งในชีวิตเราจะพบกับช่วงเวลาที่เราต้องทำงานอย่างหนักและต่อเนื่อง หรือพบกับปัญหาที่ทำให้เราเกิดความวิตกกังวล การที่จิตใจของเราโฟกัสไปยังหลายเรื่องพร้อมกัน ความสามารถในการทำงานและประสิทธิภาพในการคิดของเราอาจลดลงได้โดยไม่รู้ตัว เกิดอาการมึนงง ติดขัดในการแก้ปัญหาตรงหน้า</p>



<p>ยิ่งเรานำเอาความวิตกกังวลเกี่ยวกับอดีตที่ฝังใจหรืออนาคตที่ยังไม่เกิดขึ้นมาผสมโรงเข้าไปด้วย เราก็จะยิ่งสับสนและหลงทางได้ง่าย คนที่เป็นผู้บริหารหรือผู้นำทีมงานที่ไม่ตระหนักรู้ถึงปรากฎการณ์เหล่านี้  <br><br>แล้วรีบร้อนไปวางแผนสิ่งต่างๆเพื่อลบงมือแก้ไขปัญหาในขณะที่ยังขาดสติและขาดข้อมูลจากการมองสิ่งต่างๆได้อย่างชัดเจนไม่มีอคติ ผลลัพธ์ที่ตามมาก็อาจจะไม่เป็นประโยชน์แก่องค์กรหรือหน่วยงานนั้นๆได้อย่างเต็มที่</p>



<p>การฝึกสติ (Mindfulness) อย่างถูกวิธี จนกระทั่งเกิดเป็นสมาธิ จึงกลายเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่อาจมองข้ามได้สำหรับการทำงานในยุคนี้ หลายบริษัทชั้นนำทั้งในระดับโลกและในประเทศไทย ได้เริ่มนำแนวปฏิบัติด้านการพัฒนาสติไปใช้จริง <br><br>ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าช่วยเพิ่มความสามารถในการคิดเชิงสร้างสรรค์ และส่งเสริมการทำงานของบุคลากรให้มีประสิทธิภาพและมีความสุขมากขึ้นกว่าเดิม  โดยทาง PALAGRIT ได้สรุปความสำคัญของสติ ว่าช่วยให้การทำงานของเรามีประสิทธิภาพและมีความสุขได้อย่างไรไว้ดังนี้ </p>



<h2 class="wp-block-heading">ประโยชน์ของสติ (Mindfulness)</h2>




<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-full"><img fetchpriority="high" decoding="async" width="500" height="500" src="https://e6999c8z279.exactdn.com/wp-content/uploads/2025/02/increase-efficiency-and-concentration.webp?lossy=1&ssl=1" alt="ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและสมาธิ  (Increase efficiency and concentration)" class="wp-image-33260" title="สติช่วยให้ทำงานดีขึ้นและมีความสุขได้อย่างไร 1" srcset="https://e6999c8z279.exactdn.com/wp-content/uploads/2025/02/increase-efficiency-and-concentration.webp?lossy=1&amp;ssl=1 500w, https://e6999c8z279.exactdn.com/wp-content/uploads/2025/02/increase-efficiency-and-concentration-400x400.webp?lossy=1&amp;ssl=1 400w, https://e6999c8z279.exactdn.com/wp-content/uploads/2025/02/increase-efficiency-and-concentration.webp?lossy=1&amp;w=100&amp;ssl=1 100w, https://e6999c8z279.exactdn.com/wp-content/uploads/2025/02/increase-efficiency-and-concentration.webp?lossy=1&amp;w=200&amp;ssl=1 200w, https://e6999c8z279.exactdn.com/wp-content/uploads/2025/02/increase-efficiency-and-concentration.webp?lossy=1&amp;w=300&amp;ssl=1 300w" sizes="(max-width: 500px) 100vw, 500px" /></figure></div>


<h3 class="wp-block-heading">1.ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและสมาธิ (Increase efficiency and concentration)</h3>



<p>หลายครั้งที่เราพบว่าตนเองฟุ้งซ่านจากภารกิจต่าง ๆ จนไม่สามารถโฟกัสกับงานที่ทำอยู่ได้อย่างเต็มที่ การนำ<strong>เทคนิค Mindfulness</strong> มาใช้ สามารถช่วยให้เราหยุดพัก และปรับสภาพจิตใจให้มาที่ปัจจุบัน ช่วยให้รู้ตัวเมื่อเริ่มรู้สึกวอกแวก ทำให้เราสามารถกลับมาจดจ่อกับงานได้ดีขึ้น</p>



<p>การฝึกสมาธิและการเจริญสติมีความเชื่อมโยงอย่างมีนัยสำคัญกับสุขภาพสมอง และมีพื้นฐานมาจากพระพุทธศาสนา ซึ่งได้รับการปฏิบัติมาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายพันปี  จนถึงยุคปัจจุบัน หลักการเหล่านี้ได้รับการพิสูจน์ด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์จนได้รับความนิยมไปทั่วโลก <a href="https://www.palagrit.com/in-house-training/mindfulness-at-work-course/" target="_blank" rel="noreferrer noopener"><strong>หลักสูตร Mindfulness</strong></a> เพื่อส่งเสริมความสุขและประสิทธิภาพในการทำงานของบุคลากรด้วยสติ  จะช่วยพัฒนาทั้ง<a href="https://www.palagrit.com/eq-and-iq/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">ความฉลาดทางอารมณ์ (EQ)</a> และยังมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเครือข่ายใหม่ระหว่างเซลล์ประสาทและการทำงานที่ยืดหยุ่นของสมอง “neuroplasticity” ให้เป็นไปในทางบวกได้ดีกว่าเดิม  ส่งผลให้ผู้ที่ฝึกสติมีสุขภาพจิตและร่างกายที่ดีขึ้น  </p>



<p>พนักงานที่มีสติจึงมีความสามารถในการมีสมาธิจดจ่อไปที่งานที่ทำได้ดีขึ้น ลดการเบี่ยงเบนความสนใจจากสิ่งรบกวน และทำให้สามารถทำงานและจัดการกับภารกิจต่างๆได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-full"><img decoding="async" width="500" height="500" src="https://e6999c8z279.exactdn.com/wp-content/uploads/2025/02/Reduce-stress-and-anxiety.webp?lossy=1&ssl=1" alt="ช่วยลดความเครียดและความวิตกกังวล (Reduce stress and anxiety)" class="wp-image-33263" title="สติช่วยให้ทำงานดีขึ้นและมีความสุขได้อย่างไร 2" srcset="https://e6999c8z279.exactdn.com/wp-content/uploads/2025/02/Reduce-stress-and-anxiety.webp?lossy=1&amp;ssl=1 500w, https://e6999c8z279.exactdn.com/wp-content/uploads/2025/02/Reduce-stress-and-anxiety-400x400.webp?lossy=1&amp;ssl=1 400w, https://e6999c8z279.exactdn.com/wp-content/uploads/2025/02/Reduce-stress-and-anxiety.webp?lossy=1&amp;w=100&amp;ssl=1 100w, https://e6999c8z279.exactdn.com/wp-content/uploads/2025/02/Reduce-stress-and-anxiety.webp?lossy=1&amp;w=200&amp;ssl=1 200w, https://e6999c8z279.exactdn.com/wp-content/uploads/2025/02/Reduce-stress-and-anxiety.webp?lossy=1&amp;w=300&amp;ssl=1 300w" sizes="(max-width: 500px) 100vw, 500px" /></figure></div>


<h3 class="wp-block-heading">2.ช่วยลดความเครียดและความวิตกกังวล (Reduce stress and anxiety)</h3>



<p>ความเครียดและความวิตกกังวลมีผลกระทบต่อทั้งสุขภาพจิตและลดประสิทธิภาพการทำงานของเรา การฝึกสติ (Mindfulness) เป็นทางเลือกสำคัญที่จะช่วยให้บุคลากรในองค์กรสามารถจัดการกับความเครียดและความวิตกกังวลได้ดีและมีสมาธิที่แน่วแน่เมื่อต้องเผชิญหน้ากับภารกิจต่างๆ</p>



<p>โดยการใช้<strong>วิธีการฝึกสติในรูปแบบต่างๆ</strong> เพื่อนำตัวเองกลับมาดำรงอยู่กับปัจจุบัน และลดความคิดที่วนเวียนเกี่ยวกับอดีตหรืออนาคต เช่น เมื่อเรารู้ตัวว่าเริ่มรู้สึกเครียดแล้ว.. การหยุดพักเพื่อหายใจเข้าลึกๆ และกลับมาอยู่กับตัวเอง ด้วยการโฟกัสที่ลมหายใจ เข้า-ออก อย่างผ่อนคลาย จะช่วยให้ความคิดที่ฟุ้งกระจายหรือความรู้สึกในใจที่เหนื่อยอ่อนนั้นค่อยๆผ่านพ้นไป และส่งผลให้เรารู้สึกสงบ สบายและมีสมาธิมากยิ่งขึ้น</p>



<p>การฝึกสติจึงเป็นแนวทางปฏิบัติ ซึ่งไม่เพียงแค่เป็นการฝึกจิตใจเพื่อให้เกิดสมาธิ แต่ยังช่วยลดความเครียดและสร้างสุขภาพจิตที่ดีขึ้นได้เป็นอย่างดีอีกด้วย</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-full"><img decoding="async" width="500" height="500" src="https://e6999c8z279.exactdn.com/wp-content/uploads/2025/02/Increase-job-satisfaction.webp?lossy=1&ssl=1" alt="ช่วยเพิ่มความพึงพอใจในงาน (Increase job satisfaction)" class="wp-image-33264" title="สติช่วยให้ทำงานดีขึ้นและมีความสุขได้อย่างไร 3" srcset="https://e6999c8z279.exactdn.com/wp-content/uploads/2025/02/Increase-job-satisfaction.webp?lossy=1&amp;ssl=1 500w, https://e6999c8z279.exactdn.com/wp-content/uploads/2025/02/Increase-job-satisfaction-400x400.webp?lossy=1&amp;ssl=1 400w, https://e6999c8z279.exactdn.com/wp-content/uploads/2025/02/Increase-job-satisfaction.webp?lossy=1&amp;w=100&amp;ssl=1 100w, https://e6999c8z279.exactdn.com/wp-content/uploads/2025/02/Increase-job-satisfaction.webp?lossy=1&amp;w=200&amp;ssl=1 200w, https://e6999c8z279.exactdn.com/wp-content/uploads/2025/02/Increase-job-satisfaction.webp?lossy=1&amp;w=300&amp;ssl=1 300w" sizes="(max-width: 500px) 100vw, 500px" /></figure></div>


<h3 class="wp-block-heading">3.ช่วยเพิ่มความพึงพอใจในงาน (Increase job satisfaction)</h3>



<p>องค์การอนามัยโลก (WHO) กล่าวว่า ความเหนื่อยล้าในการทำงาน จะก่อให้เกิดสภาวะหมดไฟหรือความเหนื่อยหน่ายในงาน ส่งผลให้ความสนใจในงานยิ่งมีระยะห่าง และประสิทธิภาพทางวิชาชีพยิ่งลดลง ซึ่งในปัจจุบันมีแนวโน้มว่าคนที่คิดเรื่องงานอย่างต่อเนื่องมักจะอยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการเกิด <strong>Burnout</strong> มากกว่าคนอื่น ๆ</p>



<p>เหตุเพราะมีผู้คนจำนวนไม่น้อยที่มีความเชื่อว่า การทุ่มเทพลังและความคิดเกี่ยวกับงานอยู่ตลอดเวลาจะช่วยให้ประสบความสำเร็จและก้าวหน้าในสายอาชีพได้เร็วขึ้น <br><br>แม้ว่าเราอาจจะปฏิเสธไม่ได้ว่าการทำงานหนักและการให้ความสำคัญกับหน้าที่การงานมากกว่าคนอื่นๆจะช่วยเสริมสร้างโอกาสในการก้าวหน้าทางวิชาชีพได้  แต่จริงๆแล้ว การจดจ่ออยู่กับความสำเร็จในงานเพียงอย่างเดียวโดยไม่สนใจผลกระทบต่อความสัมพันธ์กับผู้คนและสิ่งรอบตัว  <br><br>ไม่เปิดใจรับรู้และเรียนรู้สิ่งใหม่ หรือยืดหยุ่นพัฒนาไปพร้อมกับนวัตกรรมใหม่ๆที่เกิดขึ้น อาจนำไปสู่ปัญหาที่เลวร้ายกว่าที่คาดการณ์ไว้ เช่น การขาดโอกาสในการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และนวัตกรรมใหม่ๆที่อาจมาเปลี่ยนแปลงวิธีการทำงานของเรา <br><br>ทำให้เราทำงานกับผู้อื่นได้ไม่เต็มที่ เกิดปัญหาความขัดแย้ง เกิดความเหนื่อยล้าทางจิตใจ และรู้สึกว่าไม่มีความสนุกสนานหรือแรงบันดาลใจในงานที่ทำอยู่อีกต่อไปได้</p>



<figure class="wp-block-pullquote has-medium-font-size"><blockquote><p>จากข้อมูลการสำรวจของ Gallup พบว่าพนักงานชาวอเมริกันประมาณ 3 ใน 4 ประสบกับภาวะหมดไฟในการทำงาน (Burn Out) อยู่บ้างในบางครั้ง<br>ที่แย่กว่านั้นคือ มีพนักงาน 29% ที่ระบุว่ารู้สึกหมดไฟอยู่บ่อยครั้งหรือรู้สึกอยู่ตลอดเวลา<br>ซึ่งพนักงานที่ประสบกับภาวะหมดไฟอย่างรุนแรงเหล่านี้ มีแนวโน้มที่จะลาป่วยมากถึง 63%<br>และมีแนวโน้มว่าจะป่วยจนต้องเข้าห้องฉุกเฉินมากถึง 23%</p></blockquote></figure>



<p>การ<strong>ฝึกสติ (Mindfulness</strong>) และการสร้างสมาธิในการทำงานจึงกลายเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่อาจมองข้ามได้ เพราะหลายครั้งที่เรารู้สึกฟุ้งซ่าน มีความเครียดตกค้าง หรือสูญเสียสมาธิระหว่างการทำงาน จะนำไปสู่ประสิทธิภาพที่ลดลง <br><br>ทำให้ยิ่งทุ่มเทเข้าไปมากเท่าไหร่ ผลที่ได้รับกลับยิ่งเป็นไปในทางตรงกันข้าม และเกิดเป็นความไม่พอใจในผลงานและในตนเอง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตใจของเราโดยตรง เมื่อไม่มีเวลาหรือโอกาสในการผ่อนคลาย ความเครียดที่คั่งค้างอาจพัฒนากลายเป็นภาวะซึมเศร้า (Depression) หรือวิตกกังวล (Anxiety) ได้ง่ายขึ้น</p>



<p>พนักงานที่เล็งเห็นความสำคัญของฝึกสติอย่างต่อเนื่อง จึงรู้จักที่จะผ่อนคลายทั้งร่างกายและจิตใจในเวลาที่เหมาะสม สามารถคลายจากความคิดคาดหวังที่มากเกินจำเป็น และมักจะมีจุดมุ่งหมายที่มีพลัง เกิดแรงจูงใจในการทำงานจนสามารถสร้างความสำเร็จได้ในระยะยาว ส่งผลให้รู้สึกพึงพอใจกับงานของตนมากขึ้น และสร้างบรรยากาศที่เป็นบวกในองค์กรได้เป็นอย่างดี</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-full"><img loading="lazy" decoding="async" width="500" height="500" src="https://e6999c8z279.exactdn.com/wp-content/uploads/2025/02/Build-flexibility-and-adaptability.webp?lossy=1&ssl=1" alt="ช่วยสร้างความยืดหยุ่นและความสามารถในการปรับตัว (Build flexibility and adaptability)" class="wp-image-33269" title="สติช่วยให้ทำงานดีขึ้นและมีความสุขได้อย่างไร 4" srcset="https://e6999c8z279.exactdn.com/wp-content/uploads/2025/02/Build-flexibility-and-adaptability.webp?lossy=1&amp;ssl=1 500w, https://e6999c8z279.exactdn.com/wp-content/uploads/2025/02/Build-flexibility-and-adaptability-400x400.webp?lossy=1&amp;ssl=1 400w, https://e6999c8z279.exactdn.com/wp-content/uploads/2025/02/Build-flexibility-and-adaptability.webp?lossy=1&amp;w=100&amp;ssl=1 100w, https://e6999c8z279.exactdn.com/wp-content/uploads/2025/02/Build-flexibility-and-adaptability.webp?lossy=1&amp;w=200&amp;ssl=1 200w, https://e6999c8z279.exactdn.com/wp-content/uploads/2025/02/Build-flexibility-and-adaptability.webp?lossy=1&amp;w=300&amp;ssl=1 300w" sizes="auto, (max-width: 500px) 100vw, 500px" /></figure></div>


<h3 class="wp-block-heading">4.ช่วยสร้างความยืดหยุ่นและความสามารถในการปรับตัว (Build flexibility and adaptability)</h3>



<p>การมีสติในขณะที่ทำงานไม่ได้หมายถึงเพียงแค่เป็นการลดความเครียด แต่ยังเกี่ยวข้องกับการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์และเพิ่มประสิทธิภาพในการตัดสินใจ การฝึกสติจะช่วยเสริมสร้างความยืดหยุ่นในตัวบุคคล ทำให้เราสามารถปรับตัวเข้ากับความท้าทายใหม่ๆ และรับมือกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงในที่ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>



<p>การเรียนรู้วิธีการฝึกสติอย่างถูกวิธี จะสามารถช่วยให้เราจดจ่ออยู่กับปัจจุบัน รับรู้ถึงความคิดและอารมณ์ของเราได้อย่างมีสติ  ผลลัพธ์จากการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ยังสนับสนุนแนวทางนี้อย่างชัดเจน โดยพบว่าการมีสติช่วยเพิ่มความสามารถในการตัดสินใจ  <br><br>ยิ่งในยุคปัจจุบันที่คนส่วนใหญ่ต้องเผชิญกับความกดดันต่างๆในที่ทำงาน การมีสติจะช่วยทำให้เรามีความสามารถที่จะหยุดและเรียนรู้ที่จะอยู่กับปัจจุบันขณะ ทำให้เรามีส่วนร่วมในทุกๆงานและทุกๆกิจกรรมได้อย่างเต็มที่ <br><br>เมื่อเราสามารถเปิดใจยอมรับและใส่ใจต่อทุกสิ่งที่กำลังทำอยู่ ลดอาการวอกแวกและความเครียดจากสิ่งรอบข้าง ซึ่งบ่อยครั้งเราอาจพบว่าตัวเองรู้สึกท่วมท้นเมื่ออยู่ในโปรเจกต์ที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ ปัญหาหรือผลลัพธ์ที่ไม่แน่นอนอาจทำให้เราจมอยู่กับความกังวล และทำให้สมาธิในการทำงานลดลง</p>



<p>การมีสติจะช่วยในเรื่องของการโฟกัส ให้เราสามารถรับรู้อยู่กับปัจจุบัน  และสามารถคิดวิเคราะห์เพื่อทำความเข้าใจในตัวเองไปเรื่อยๆ จนกระทั่งสามารถมองเห็นรายละเอียดเล็กๆน้อยๆได้ชัดเจนขึ้น <br><br>ทำให้เราสามารถแบ่งเวลาในการจัดการกับอีเมล ข้อความ หรืองานต่างๆได้อย่างเหมาะสม แทนที่จะปล่อยให้สิ่งเหล่านี้เบี่ยงเบนความสนใจจากงานหลักในช่วงเวลาที่จำเป็น และสามารถหาวิธีการใหม่ๆในการปรับตัวเพื่อจัดการกับแรงกดดันจากทำงานได้ดียิ่งขึ้น</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-full"><img loading="lazy" decoding="async" width="500" height="481" src="https://e6999c8z279.exactdn.com/wp-content/uploads/2025/02/Promote-good-relationships-in-workplace.webp?lossy=1&ssl=1" alt="5.ช่วยส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีในที่ทำงาน (Promote good relationships in workplace)" class="wp-image-33271" title="สติช่วยให้ทำงานดีขึ้นและมีความสุขได้อย่างไร 5" srcset="https://e6999c8z279.exactdn.com/wp-content/uploads/2025/02/Promote-good-relationships-in-workplace.webp?lossy=1&amp;ssl=1 500w, https://e6999c8z279.exactdn.com/wp-content/uploads/2025/02/Promote-good-relationships-in-workplace.webp?lossy=1&amp;w=100&amp;ssl=1 100w, https://e6999c8z279.exactdn.com/wp-content/uploads/2025/02/Promote-good-relationships-in-workplace.webp?lossy=1&amp;w=200&amp;ssl=1 200w, https://e6999c8z279.exactdn.com/wp-content/uploads/2025/02/Promote-good-relationships-in-workplace.webp?lossy=1&amp;w=300&amp;ssl=1 300w, https://e6999c8z279.exactdn.com/wp-content/uploads/2025/02/Promote-good-relationships-in-workplace.webp?lossy=1&amp;w=400&amp;ssl=1 400w" sizes="auto, (max-width: 500px) 100vw, 500px" /></figure></div>


<h3 class="wp-block-heading">5. ช่วยส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีในที่ทำงาน (Promote good relationships in workplace)</h3>



<p>ในโลกของการทำงานที่เร่งรีบ ที่ทุกคนล้วนเข้ามาปฏิสัมพันธ์ต่อกันด้วยมุมมองที่แตกต่างกันตามบทบาทและความรับผิดชอบที่ต้องดูแล เช่น ผู้จัดจำหน่ายหรือผู้ให้บริการอาจมองไปที่ตัวเลขและผลกำไร <br><br>ขณะที่ลูกค้ามักจะให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าและการได้รับบริการที่มีคุณภาพ ผู้บริหารองค์กรอาจมองไปที่ตัวเลขหรือผลประกอบการและการลดค่าใช้จ่ายที่มีผลกระทบต่อผลกำไรของบริษัท ในขณะที่พนักงานมองไปที่ผลตอบแทนที่น่าพึงพอใจและการได้รับการดูแลเอาใจใส่ถึงสภาพแวดล้อมที่เป็นอยู่ในที่ทำงาน</p>



<p>ลักษณะของบทบาทและหน้าที่ตามธรรมชาติเหล่านี้ทำให้เรามีแนวโน้มที่จะเกิดการเข้าใจผิด โต้เถียงหรือมีความขัดแย้งต่อกันได้ ซึ่งปัญหานี้ไม่เพียงแต่กระทบถึงตัวเราเองเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง ทำให้เราไม่สามารถร่วมมือกันเพื่อผลักดันให้องค์กรก้าวหน้าอย่างที่ควรจะเป็น</p>



<p>การฝึกสติอย่างสม่ำเสมอ ช่วยให้เราเรียนรู้ที่จะสะท้อนถึงความรู้สึกของตนเอง และรับรู้ถึงอารมณ์ของผู้อื่นได้มากขึ้น เมื่อเราได้ฝึกฝนการมีสติ เราจะพัฒนาความสามารถในการหยุดคิดก่อนที่จะตอบสนองต่อสถานการณ์หรือเหตุการณ์ต่างๆแทนการตอบโต้แบบอัตโนมัติ ทำให้เราสามารถเลือกวิธีการตอบสนองที่เหมาะสมแทนที่จะปล่อยให้อารมณ์ชั่ววูบชักนำไป</p>



<p>เพราะขณะที่เรามีความเครียดและพยายามที่จะระบายความเครียดผ่านการพูดคุยกับเพื่อนหรือทีมงานในช่วงเวลาที่จิตใจเต็มไปด้วยความกังวล มันอาจนำไปสู่วิธีการสื่อสารที่ผิดพลาด (Failed Communication) ซึ่งอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดกัน และส่งผลให้เกิดสถานการณ์ที่ตึงเครียดยิ่งกว่าเดิม</p>



<p>การเสริมสร้างความสามารถที่จะมีสติควบคุมอารมณ์ที่ดี เป็นสิ่งสำคัญต่อสุขภาวะและความสามารถในการทำงานร่วมกับผู้อื่นในที่ทำงาน เพราะการฝึกสติจะช่วยให้พนักงานมีความเข้าใจตนเอง เข้าใจและเห็นอกเห็นใจผู้อื่นมากขึ้น <br><br>ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างบรรยากาศการทำงานที่ดี ส่งเสริม<strong>การสื่อสารอย่างมีสติ</strong>และ<strong>การทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ </strong>ช่วยสร้างสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยความกลมเกลียว การเปิดใจรับฟังซึ่งกันและกัน เปิดโอกาสให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆในทีม และส่งเสริมการทำงานร่วมกันในเชิงบวกระหว่างทีมงานได้เป็นอย่างดีอีกด้วย</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>บทสรุป</strong></h3>



<p>จากประสบการณ์และความเชี่ยวชาญของ <a href="https://www.palagrit.com/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">PALAGRIT</a> ในการให้บริการจัดฝึกอบรม<a href="https://www.palagrit.com/in-house-training/mindfulness-at-work-course/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">หลักสูตร Mindfulness</a> และให้คำปรึกษาในการดูแลบุคลากรให้แก่องค์กรระดับประเทศมาแล้วมากมาย <br><br>พบว่าการฝึกสติ (Mindfulness) ในที่ทำงานไม่เพียงแต่ช่วยลดความเครียดและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานเฉพาะบุคคลใดบุคคลหนึ่งเท่านั้น แต่ยังช่วยส่งเสริมสุขภาวะทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และความสัมพันธ์ระหว่างพนักงาน ช่วยเสริมสร้างบรรยากาศการสื่อสารในการทำงานร่วมกันที่ดียิ่งขึ้น  ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับองค์กรในยุคปัจจุบันเพื่อให้สามารถแข่งขันและเติบโตต่อไปในอนาคตได้อย่างยั่งยืน </p>



<p><strong>อ้างอิง :</strong></p>



<p><a href="https://www.gallup.com/workplace/389057/antidote-manager-burnout.aspx" target="_blank" rel="noreferrer noopener nofollow">https://www.gallup.com/workplace/389057/antidote-manager-burnout.aspx</a></p>



<p><a href="https://content.time.com/time/subscriber/article/0,33009,2163560,00.html" target="_blank" rel="noreferrer noopener nofollow">https://content.time.com/time/subscriber/article/0,33009,2163560,00.html</a></p>



<p><a href="https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC3151546" target="_blank" rel="noreferrer noopener nofollow">https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC3151546</a></p>



<p></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>12 เทคนิคการตั้งเป้าหมายสู่ความสำเร็จ</title>
		<link>https://www.palagrit.com/guide-to-goal-setting/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 23 Oct 2021 08:34:16 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Self Development]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.palagrit.com/?p=27256</guid>

					<description><![CDATA[สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่จะทำให้ชีวิตคนเรามีความก้าวหน้าคือ "การตั้งเป้าหมาย" เพราะเป้าหมายจะทำให้เรารู้ว่าต้องวางแผนและเตรียมตัวอย่างไร  บทความนี้มีข้อแนะนำที่เป็นประโยชน์]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>บุคคลที่ประสบความสำเร็จระดับโลกหลายๆคน ล้วนให้ความสำคัญต่อการตั้งเป้าหมาย บางคนอาจจะคิดว่าชีวิตเราไม่มีทางเลือกที่จะเปลี่ยนแปลงอะไรได้มากกว่านี้</p>



<p>แต่ในความเป็นจริงแล้วเราทุกคนสามารถเลือกเปลี่ยนแปลงชีวิตให้ดีขึ้นได้ด้วยการตั้งเป้าหมาย และค่อยๆเปลี่ยนแปลงพัฒนาไปทีละน้อยจากความสำเร็จเรื่องเล็กๆไปสู่เรื่องใหญ่ค่ะ</p>



<p>การที่รู้จักตั้งเป้าหมายจะทำให้เราไปถึงจุดนั้นได้ง่ายขึ้น และทุกครั้งที่เราทำสำเร็จในแต่ละขั้นนั้น จะทำให้รู้สึกมีความสุขและมีกำลังใจที่จะต่อสู้ไปสู่เป้าหมายใหญ่ที่ต้องการ</p>



<p>และต่อไปนี้เป็นเทคนิค 12 ขั้นตอนการตั้งเป้าหมายสู่ความสำเร็จค่ะ</p>



<h2 class="wp-block-heading">1)ตัดสินใจให้ชัดเจนว่าคุณต้องการอะไรบ้างในแต่ละด้านของชีวิต</h2>



<p>เป็นการตัดสินใจว่าคุณต้องการตั้งเป้าหมายในชีวิตอะไรบ้าง ตัวอย่างเช่น</p>



<p>เป้าหมายด้านรายได้ -ต้องการหารายได้เท่าไหร่ในปีนี้ ปีหน้า หรือ 3 ปีข้างหน้านับจากวันนี้</p>



<p>เป้าหมายด้านครอบครัว -อยากมีรูปแบบชีวิตสำหรับครอบครัวและตัวเอง</p>



<p>เป้าหมายด้านสุขภาพ -อยากมีสุขภาพที่ดีขึ้นอย่างไร</p>



<p>เป้าหมายด้านอื่นๆ</p>



<p>จากนั้นให้ลำดับเป้าหมายสำคัญที่สุด 3 อันดับแรกออกมา</p>



<h2 class="wp-block-heading">2)เป้าหมายต้องวัดผลได้</h2>



<p>เป้าหมายต้องชัดเจน วัดผลได้ มีหลักการวัดผล ตลอดจนการสรุปผลออกมาได้ชัดเจน มีหลักการประเมินการคำนวณอย่างชัดเจน ตัวเลขมีที่มาที่ไป ไม่ใช่ข้อมูลลอยๆ</p>



<p>การทำให้เป้าหมายวัดได้ด้วยตัวเลขจะทำให้เห็นว่าคุณเข้าใกล้เป้าหมายมากน้อยแค่ไหน สำเร็จหรือไม่อย่างไรค่ะ</p>



<h2 class="wp-block-heading">3)กำหนดเส้นตาย (deadline)</h2>



<figure class="wp-block-image size-full"><img loading="lazy" decoding="async" width="800" height="533" src="https://e6999c8z279.exactdn.com/wp-content/uploads/2021/10/schedule-deadline.jpg?lossy=1&resize=800%2C533&ssl=1" alt="schedule deadline" class="wp-image-27296" title="12 เทคนิคการตั้งเป้าหมายสู่ความสำเร็จ 6"></figure>



<p>การกำหนดเส้นตายจะทำให้ไม่ผลัดวันประกันพรุ่ง ดังนั้นหากจะตั้งเป้าหมายอะไรต้องกำหนดเส้นตายไว้เสมอ กรณีเป้าหมายเป็นงานใหญ่ สามารถแบ่งงานออกเป็นเป้าหมายย่อยๆได้ เมื่อทำเป้าหมายย่อยสำเร็จแล้วจะทำให้คุณเกิดกำลังใจ มีความมั่นใจมากขึ้นที่จะทำเป้าหมายอื่นๆต่อไป</p>



<h2 class="wp-block-heading">4)ระบุอุปสรรคที่ต้องเอาชนะเพื่อไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้</h2>



<p>นำกฏ 80/20 เป็นหลักคิดคือ 80% ของเหตุผลที่เป็นอุปสรรคให้ไม่บรรลุเป้าหมายมักมาจากภายในตัวเราเอง เช่น การขาดความรู้ ทักษะ ความมั่นใจ ฯลฯ ส่วนอีก 20% เป็นเรื่องเหตุผลภายนอกที่ไม่เกี่ยวกับตัวเรา ดังนั้นจงเริ่มที่ตัวเราเองสำคัญที่สุดค่ะ</p>



<h2 class="wp-block-heading">5)ระบุองค์ความรู้ ข้อมูล ทักษะที่จำเป็นต้องมีเพื่อบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้</h2>



<figure class="wp-block-image size-full"><img loading="lazy" decoding="async" width="800" height="533" src="https://e6999c8z279.exactdn.com/wp-content/uploads/2021/10/identify-skill-need-to-achieve-your-gold.jpg?lossy=1&resize=800%2C533&ssl=1" alt="identify skill need to achieve your gold" class="wp-image-27297" title="12 เทคนิคการตั้งเป้าหมายสู่ความสำเร็จ 7"></figure>



<p>โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ระบุทักษะสำคัญที่มีผลต่อความสำเร็จในชีวิตมากที่สุด ทักษะอะไรที่หากพัฒนาอย่างต่อเนื่องแล้วจะช่วยให้คุณบรรลุเป้าหมายที่สำคัญสูงสุด ไม่ว่าจะเป็นทักษะอะไรก็ตามให้เขียนออกมา กำหนดเป็นแผนการและทำมันทุกวัน</p>



<h2 class="wp-block-heading">6)ระบุคนที่สามารถร่วมมือหรือช่วยให้คุณบรรลุเป้าหมายได้</h2>



<p>ให้จดรายชื่อทุกคนในชีวิตที่เกี่ยวข้องกับงานของคุณหรืออยู่แวดล้อมตัวคุณที่จะช่วยให้เป้าหมายสำเร็จ เริ่มจากรายชื่อคนในครอบครัว คนที่จะคุณต้องการการสนับสนุนช่วยเหลือ หัวหน้างาน เพื่อนร่วมงาน ซัพพลายเออร์ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งลูกค้ารายสำคัญที่มีผลต่อยอดขายสินค้าที่คุณต้องการ</p>



<p>ในการบรรลุเป้าหมายใหญ่ คุณต้องการคนที่สนับสนุนคุณ ในแต่ละช่วงเวลาหรือสถานการณ์ แต่ให้นึกถึงการตอบแทนกลับคืนหรือช่วยเหลือบุคคลเหล่านั้นกลับเมื่อมีโอกาส</p>



<p>บุคคลที่ประสบความสำเร็จที่สุดคือคนที่สามารถสร้างและรักษาความสัมพันธ์กับเครือข่ายผู้คนที่เขาจะช่วยเราและเราสามารถช่วยเหลือเขาตอบแทนนั่นเองค่ะ</p>



<h2 class="wp-block-heading">7)ให้เขียนสิ่งที่จะต้องทำทั้งหมดเพื่อบรรลุเป้าหมาย</h2>



<figure class="wp-block-image size-full"><img loading="lazy" decoding="async" width="800" height="533" src="https://e6999c8z279.exactdn.com/wp-content/uploads/2021/10/list-of-everthing-you-have-to-do.jpg?lossy=1&resize=800%2C533&ssl=1" alt="list of everthing you have to do" class="wp-image-27298" title="12 เทคนิคการตั้งเป้าหมายสู่ความสำเร็จ 8"></figure>



<p>ทั้งข้อมูลอุปสรรคที่ต้องแก้ปัญหา ความรู้หรือทักษะที่ต้องพัฒนา บุคคลที่ต้องหามาร่วมงานด้วย จดรายละเอียดทุกขั้นตอนที่ต้องนึกออกเพื่อให้เห็นภาพรวมทั้งหมด เมื่อไหร่ที่คิดสิ่งใหม่ๆได้ให้จดเพิ่มเข้าไปในข้อมูลจนกว่าจะสมบูรณ์</p>



<p>จากนั้นคุณจะเห็นว่าสิ่งที่คุณจะต้องทำเพื่อบรรลุเป้าหมายยังห่างไกลกับปัจจุบันมาก แต่ให้ยึดคติว่า การเดินทางพันไมล์ ต้องเริ่มต้นจากก้าวที่หนึ่ง หรือหนทางนับหมื่นลี้ ต้องเริ่มต้นด้วยก้าวแรก</p>



<p>ดังนั้นไม่มีใครที่จะสำเร็จในชั่วข้ามคืน ทุกอย่างต้องใช้เวลาซึ่งอาจนานหลายเดือนหรือหลายปีกว่าจะบรรลุเป้าหมาย จึงต้องอดทนและตั้งใจค่ะ</p>



<h2 class="wp-block-heading">8)จัดระบบสิ่งที่ต้องทำโดยเรียงลำดับและความสำคัญ</h2>



<p><strong>ลำดับก่อนหลัง</strong> &#8211; เรียงลำดับสิ่งใดควรทำก่อน สิ่งใดทำทีหลัง<br><strong>สิ่งที่สำคัญและไม่สำคัญ</strong> -ให้แยกรายการสิ่งที่สำคัญมาก และสำคัญน้อยกว่าออกมาให้ชัดเจน</p>



<p>นำกฏ 80/20 เป็นหลักคิดคือ ผลงานส่วนใหญ่ 80% มาจากกิจกรรมที่ทำ 20%<br>ในทางกลับกัน 20/80 คือ ปริมาณเวลาที่คุณใช้วางแผน 20% ส่งผลต่อเวลาที่เหลืออีก 80% ที่จะทำให้คุณประสบความสำเร็จ ดังนั้นการวางแผนการให้ดีจึงสำคัญมากค่ะ</p>



<h2 class="wp-block-heading">9)จัดระบบสิ่งที่ต้องทำโดยเรียงลำดับและความสำคัญ</h2>



<p>แผนรายวัน รายสัปดาห์ รายเดือนล่วงหน้า และขั้นตอนที่ต้องทำในแต่ละแผนการ<br>วางแผนรายเดือนให้เสร็จตั้งแต่เริ่มต้นเดือน<br>วางแผนรายสัปดาห์ให้เสร็จก่อนเริ่มสัปดาห์นั้นๆ<br>วางแผนรายวันให้เสร็จก่อนเริ่มวันใหม่</p>



<p>ยิ่งมีความละเอียดและใส่ใจในการวางแผน ก็ยิ่งมีโอกาสทำสำเร็จโดยใช้เวลาน้อยลง ให้ระลึกไว้ว่า 1 นาทีที่ใช้วางแผนที่ดีมีค่าเท่ากับการประหยัดเวลาในการลงมือทำ 10 นาที ดังนั้นการวางแผนจะให้ผลตอบแทนความคุ้มค่าด้านเวลาทั้งแผนระยะสั้นและระยะยาวค่ะ</p>



<h2 class="wp-block-heading">10)จัดลำดับความสำคัญของงานในแต่ละวัน เลือกงานที่สำคัญมาทำก่อน</h2>



<figure class="wp-block-image size-full"><img loading="lazy" decoding="async" width="800" height="800" src="https://e6999c8z279.exactdn.com/wp-content/uploads/2021/10/orgnize-your-list-to-plan.jpg?lossy=1&resize=800%2C800&ssl=1" alt="orgnize your list to plan" class="wp-image-27299" title="12 เทคนิคการตั้งเป้าหมายสู่ความสำเร็จ 9"></figure>



<p>ถามตัวเองว่าถ้าต้องเลือกงานที่ต้องทำขึ้นมาหนึ่งอย่างในวันนั้น งานชิ้นไหนสำคัญที่สุด จัดไว้เป็นลำดับที่ 1</p>



<p>งานที่สำคัญรองลงมาเป็นอันดับ 2 ทำเช่นนี้ไปจนได้งานที่สำคัญที่สุด 7 อันดับโดยเรียงตามความสำคัญมากสุดลงมา&nbsp; และเน้นทำงานสำคัญที่สุดที่มีผลต่อเป้าหมายเป็นสิ่งแรกค่ะ</p>



<h2 class="wp-block-heading">11)พัฒนานิสัยความมีวินัย</h2>



<p>เมื่อคุณเลือกงานที่สำคัญที่สุดในวันนั้นขึ้นมาทำแล้ว ให้ตั้งใจ &#8211;มีความมุ่งมั่นและแน่วแน่ว่าจะทำให้เสร็จ โดยไม่ยอมหันเหหรือเบี่ยงเบนความสนใจไปทำสิ่งอื่น จนกว่างานจะเสร็จสมบูรณ์ 100%</p>



<p>ความมีวินัยมุ่งมั่นที่จะทำให้งานสำคัญที่สุดจนกว่าจะเสร็จเป็นเทคนิคบริหารจัดการที่ทรงพลังทีสุด เมื่อคุณพัฒนาลักษณะนิสัยนี้ขึ้นมาได้ จะช่วยให้เกิดประสิทธิผลของงานเพิ่มขึ้นหลายเท่าเทียบกับการไม่ได้ใช้เทคนิคนี้</p>



<h2 class="wp-block-heading">12)ใช้พลังของจิตใต้สำนึก มโนภาพรางวัลที่จะได้รับเมื่อคุณสำเร็จ (visualize the goal)</h2>



<figure class="wp-block-image size-full"><img loading="lazy" decoding="async" width="800" height="536" src="https://e6999c8z279.exactdn.com/wp-content/uploads/2021/10/subconscious.jpg?lossy=1&resize=800%2C536&ssl=1" alt="subconscious" class="wp-image-27300" title="12 เทคนิคการตั้งเป้าหมายสู่ความสำเร็จ 10"></figure>



<p>ให้มโนภาพ จินตนาการถึงภาพความสำเร็จ การสร้างมโนภาพเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้เห็นเป้าหมายที่มีโอกาสเป็นความจริง</p>



<p>งานวิจัยจำนวนมากกล่าวว่า หากจะสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้น คุณจะต้องให้สมองได้รับประสบการณ์ที่จะเห็นเป้าหมายออกเป็นภาพจริง ซึ่งวิธีการนี้เรียกว่า “visualize the goal”</p>



<p>เช่น เป้าหมายอยากมีรถสักคัน ก็จินตนาการว่าตัวคุณเองได้ขับรถคันนั้นอย่างมีความสุข</p>



<p>หากเป้าหมายคือการท่องเที่ยว ให้จินตนาการภาพที่คุณได้ท่องเที่ยวในที่ที่คุณอยากไป</p>



<p>หากเป้าหมายคือการมีบ้านสวยๆ จิตนาการว่าคุณได้อยู่ในบ้านหลังนั้นว่าจะมีความสุขอย่างไร</p>



<p>การจิตนาการจะส่งผลต่อจิตใต้สำนึกของมนุษย์อย่างมากที่จะช่วยให้คุณมุ่งมั่นที่จะทำเป้าหมายให้สำเร็จ</p>



<p><strong>เคล็ดลับอื่นๆสำหรับการตั้งเป้าหมาย</strong></p>



<p>นำกระดาษเปล่าเขียนวันที่ไปที่ด้านบนสุดของกระดาษ จากนั้นเขียนเป้าหมายที่คุณอยากทำให้สำเร็จอย่างน้อย 10 ข้อ โดยไม่มีข้อจำกัดใดๆทั้งสิ้นในสิ่งที่จะทำ ให้เขียนสิ่งที่อยากเป็น อยากจะมี หรืออยากจะทำ โดยใช้เทคนิคดังนี้</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>เวลาเขียนเป้าหมายให้เขียนราวกับว่าคุณบรรลุเป้าหมายที่ต้องการแล้ว เช่น<br>ตัวอย่างที่ 1 แทนที่จะเขียนว่า ฉันจะเก็บเงินให้ได้ 1 ล้านบาทในปีนี้ ให้เปลี่ยนเป็น ฉันเก็บเงินได้ปีละ 1 ล้านบาท<br>ตัวอย่างที่ 2 ฉันต้องการรถใหม่ 1 คัน เปลี่ยนเป็นฉันได้ขับรถใหม่ 1 คันเมื่อวัน/เดือน/ปี ที่กำหนด</li>



<li>ให้เขียนในแง่บวก เช่น ฉันจะเลิกบุหรี่ เปลี่ยนเป็น ฉันเป็นคนไม่สูบบุหรี่</li>



<li>ให้เริ่มต้นประโยคด้วยคำว่า &#8220;ฉัน&#8221; เพื่อเป็นการยืนยันเป้าหมายของตัวเอง เป็นการกระตุ้นให้จิตใต้สำนึกทำงาน</li>
</ul>



<h2 class="wp-block-heading">สรุป</h2>



<p>สุดท้ายแล้วสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับการตั้งเป้าหมายสู่ความสำเร็จนั้น คือ ตัวเราเองค่ะที่ต้องมีความแน่วแน่ ทำแผนการ ไม่ท้อถอย และมีวินัยที่จะปฏิบัติตามแผนอย่างต่อเนื่อง</p>



<p>ทุกครั้งที่ยืนหยัดเอาชนะอุปสรรคแม้ว่าจะเจอล้มเหลวหรือผิดหวัง จะฝึกให้คุณแข็งแกร่งขึ้นและดีขึ้นเรื่อยๆค่ะ ทำให้เกิดเชื่อมั่นและภูมิใจในตัวเองที่ก้าวผ่านมันไปได้</p>



<p>ดังนั้นการฝึกฝนให้เคยชินที่ไม่ลดละล้มเลิกง่ายๆ จนกระทั่งกลายเป็นนิสัยแล้วจะพบว่าคุณจะมีศักยภาพที่จะทำงานให้สำเร็จตามเป้าหมายได้อย่างมากเลยค่ะ หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับผู้อ่านทุกท่านนะคะ</p>



<p><strong>REFERENCE:</strong><br><a href="https://www.briantracy.com/blog/personal-success/personal-success-keys-to-success-change-your-life/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">How To Be Successful In Life</a> by Mr.Brian Tracy </p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ผู้นําที่ดีควรมีลักษณะอย่างไร คุณสมบัติของผู้นำที่ดีที่น่ารู้</title>
		<link>https://www.palagrit.com/how-to-be-a-good-leader/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 18 Oct 2021 09:03:15 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Self Development]]></category>
		<category><![CDATA[Soft Skills]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.palagrit.com/?p=27242</guid>

					<description><![CDATA[ผู้นำที่ดีไม่ใช่เพียงผู้สั่งการเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีคุณสมบัติที่เหมาะสม สามารถสร้างแรงจูงใจให้คนในทีมทำงานด้วยความเต็มใจ ผู้นำที่ดีควรมีคุณสมบัติอย่างไรจึงเป็นเรื่องน่าเรียนรู้]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ผู้นำที่ดีไม่ใช่เพียงผู้สั่งการเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีคุณสมบัติที่เหมาะสม สามารถสร้างแรงจูงใจให้คนในทีมทำงานด้วยความเต็มใจ ผู้นำที่ดีควรมีคุณสมบัติอย่างไรจึงเป็นเรื่องน่าเรียนรู้&nbsp;&nbsp;</p>



<p>คุณสมบัติของผู้นำที่ดีขึ้นกับอะไร? บทความนี้อยากจะสรุปคุณสมบัติต่อไปนี้ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่พบเห็นในการเป็นผู้นำที่ดี</p>



<h2 class="wp-block-heading">1)ทัศนคติเชิงบวก (Positive Attitude)</h2>



<p>ผู้นำที่ดีต้องเป็นคนที่มีทัศนคติเชิงบวก หรือมองโลกแง่บวก แม้ว่าจะเจอสถานการณ์ที่เลวร้าย หรือวิกฤติต่างๆ</p>



<p>หากผู้นำมีทัศนคติเชิงบวกจะมองเห็นโอกาสที่เป็นไปได้ในสถานการณ์ต่างๆ สามารถยืนหยัดอยู่บนหนทางไปสู่เป้าหมายที่ต้องการได้ พร้อมสร้างความเปลี่ยนแปลงที่จำเป็นเพื่อเอาชนะปัญหา คุณลักษณะของทัศนคติเชิงบวก ได้แก่ เชื่อมั่นว่าเราทำได้, เชื่อมั่นในการกระทำว่าจะเกิดผลลัพธ์ที่ดี, เชื่อมั่นว่าสิ่งดีๆจะเกิดขึ้น เป็นต้น</p>



<p>ซึ่งตรงกันข้ามกับคนที่มีทัศนคติเชิงลบ จะมองไม่เห็นโอกาส มีความเครียด เกิดความกลัววิตกกังวล ไม่มั่นใจว่าจะทำได้</p>



<h2 class="wp-block-heading">2)ความเชื่อมั่น (Confidence)</h2>



<p>ความเชื่อมั่น เป็นคุณสมบัติที่สำคัญของผู้นำ ผู้นำที่ดีจะต้องมีความมั่นใจในสิ่งที่ตนเองคิดหรือทำ เมื่อผู้นำแสดงออกด้วยความมั่นใจ ลูกน้องหรือผู้ตามย่อมรู้สึกถึงความมั่นคงและเชื่อมั่นที่จะปฏิบัติตาม ซึ่งต่างกับผู้นำที่ขาดความเชื่อมั่น ไม่กลัาตัดสินใจ ไม่มีความมั่นใจย่อมทำให้ลูกน้องหรือผู้ตามขาดความเชื่อมั่นในผู้นำไปด้วย</p>



<p>การที่จะสร้างความมั่นใจไม่สามารถทำได้เพียงชั่วข้ามคืน แต่ต้องอาศัยการบ่มเพาะ เทคนิคเหล่านี้อาจช่วยพัฒนาความมั่นใจได้ค่ะ</p>



<p>2.1 นึกถึงเรื่องที่เคยทำสำเร็จหรือเป็นจุดแข็งที่เราทำได้ดี และพยายามฝึกฝนให้เพิ่มมากขึ้นไป</p>



<p>2.2 ให้จดบันทึกสิ่งที่คุณชอบในตัวเองทุกวัน แม้เป็นจุดเล็กๆที่แตกต่างกันในแต่ละวันเพื่อชื่นชมตัวเองก็จะช่วยสร้างความมั่นใจให้เพิ่มขึ้นได้</p>



<h2 class="wp-block-heading">3)ยอมรับความล้มเหลวได้ (Ability to Embrace Failure)</h2>



<p>ผู้นำที่ดีต้องกล้ายอมรับความล้มเหลวและผิดพลาดของตนเอง เพียงแต่ต้องรู้ว่าควรแก้ไขอย่างไร การยอมรับความล้มเหลวคือโอกาสในการเรียนรู้แม้ยังไม่ได้ผลลัพธ์ความสำเร็จในเบื้องต้น</p>



<p>แต่สิ่งสำคัญคือต้องกล้าที่จะก้าวเดินต่อไปและหาสาเหตุที่ทำให้ล้มเหลวให้ได้โดยเร็ว ซึ่งจะทำให้เป็นผู้นำที่เติบโตและแข็งแกร่งขึ้น</p>



<p>ตัวอย่างบริษัทใหญ่ๆที่ประสบความสำเร็จ เช่น Amazon, Netflix, Coca-Cola ล้นเคยล้มเหลวมาแล้ว ดังนั้นเราจะสำเร็จไม่ได้หากไม่เจออุปสรรค</p>



<p>การเป็นผู้นำที่มีทัศนคติยอมรับความล้มเหลวได้ จะทำให้ทีมกล้าคิดกล้าทำสิ่งใหม่ๆเป็นพลังขับเคลื่อนให้กับองค์กร ดังคำพูดของโทมัสเอดิสันผู้ประดิษฐ์หลอดไฟว่า &#8220;ผมไม่ได้ล้มเหลว ผมแค่พบ 10,000 วิธีที่ไม่ได้ผล&#8221;</p>



<h2 class="wp-block-heading">4)มีทักษะการสื่อสารและการรับฟังที่ดี (Good Communication Skills)</h2>



<p>ทักษะการสื่อสารเป็นคุณสมบัติสำคัญที่จะต้องมี ผู้นำที่ดีจะต้องมีทักษะการสื่อสารที่ดีเพื่อนำพาให้ทีมทำงานไปในทิศทางเดียวกัน และยังต้องมีทักษะการฟังที่ดีอีกด้วย เพื่อช่วยให้เข้าใจความรู้สึกที่แท้จริงของผู้พูด สามารถสะท้อนประเด็นได้ถูกต้อง</p>



<p>การฟังลักษณะนี้ต้องใช้สมาธิเต็มที่ในเรื่องที่กำลังสนทนากันอยู่ และใส่ใจกับคนที่พูดตลอดเวลาเพื่อสังเกตภาษากาย น้ำเสียง การใช้คำพูด และอารมณ์ความรู้สึกที่แฝงอยู่ ซึ่งจะช่วยให้เข้าใจในสิ่งที่เขาไม่ได้พูดออกมา</p>



<p>การฟังช่วยสร้างความไว้วางใจและความเป็นกันเองต่อกันในฐานะผู้นำ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าผู้นำเอาใจใสและเคารพในสิ่งที่ผู้พูดสื่อสาร</p>



<h2 class="wp-block-heading">5)รู้จักการมอบหมายงานที่เหมาะสม (Knowing How and When to Delegate)</h2>



<p>การมอบหมายงานเป็นทักษะที่สำคัญ เพราะบทบาทของผู้นำจะต้องบริหารงานในภาพรวมมากกว่าทำงานเองทั้งหมด ทักษะที่เกี่ยวข้องกับการมอบหมายงานได้แก่</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>การวางแผนและเตรียมการ ผู้นำจะต้องมองเห็นภาพรวมและสามารถวางแผนว่าจะแบ่งงานให้ลูกทีมแต่ละคนอย่างไร โดยพิจารณาเลือกคนที่มีความสามารถให้เหมาะสมกับงานนั้นๆ รวมถึงเตรียมทรัพยากรต่างๆสนับสนุนเพื่อสนับสนุนการทำงานให้เสร็จตามแผน<br></li>



<li>มีรายละเอียดของงาน และกรอบเวลาชัดเจน<br></li>



<li>สนับสนุน ให้คำแนะนำ ติดตามผล สามารถขจัดปัญหาความขัดแย้ง และสร้างแรงจูงใจให้กับทีมได้<br></li>



<li>ชื่นชมความสำเร็จของทีม เพื่อเป็นแรงผลักดันให้ทีมทำงานอย่างตั้งใจ</li>
</ul>



<h2 class="wp-block-heading">6)มี Growth Mindset</h2>



<p>ทักษะสำคัญสำหรับผู้นำที่จะเป็นแรงผลักดัน และเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับทีม คือทักษะ “Growth Mindset”</p>



<p>ผู้นำที่มี Growth Mindset จะมองปัญหาที่เจอในการทำงานว่าเป็นแรงกระตุ้นให้ตัวเองและทีมงานพยายามคิดค้นวิธีใหม่ๆ เพื่อเอาชนะและก้าวข้ามปัญหาเหล่านั้นให้ได้</p>



<p>ผู้นำที่มีทักษะนี้ คือคนที่รักในการเติบโต ซึ่งเกิดจากการพยายามพัฒนาหรือมองหาอะไรใหม่ๆอยู่ตลอดเวลา และที่สำคัญคือ มีมุมมองที่ดีต่อปัญหาที่ต้องพบเจอจะเป็นมุมมองแบบเติบโต ยอมรับความผิดพลาดเพื่อเรียนรู้ให้พัฒนาคนในองค์กรให้ดีขึ้นกว่าเดิม</p>



<p>เมื่อตัวผู้นำมี Growth Mindset ในการทำงานก็จะเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับทีมงานในองค์กร ซึ่งจะทำให้ทีมงานมีแรงฮึกเหิมในการทำงาน และกลายเป็นคนที่มี Growth Mindset ที่พยายามคิดหาวิธีเอาชนะปัญหา และพัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้นอยู่ตลอดเวลา ตามไปด้วย</p>



<h2 class="wp-block-heading">7)มีความรับผิดชอบ (Responsibility)</h2>



<p>ผู้นำที่ดีต้องมีความรับผิดชอบ คือทั้งรับผิดแลรับชอบ ทั้งในส่วนของงานที่ตนเองต้องทำ และงานของทีมที่ตนดูแล เมื่อเกิดความผิดพลาดก็ต้องกล้ารับผิดชอบต่อสิ่งที่ผิดพลาด ไม่โยนความผิดให้ผู้อื่น ในขณะเดียวกันก็ต้องรีบหาทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นให้ได้เร็วที่สุด</p>



<p>การมีความรับผิดชอบนั้นจะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือเมื่อปฏิบัติได้อย่างต่อเนื่อง เช่น มีหน้าที่ก็ทำเต็มความสามารถ ไม่ผลัดวันประกันพรุ่ง เป็นคนรักษาคำพูด พูดแล้วทำตามพูด</p>



<h2 class="wp-block-heading">8)การเรียนรู้ตลอดชีวิต (Life Long Learning)</h2>



<p>สิ่งหนึ่งที่ทำให้คนเก่งหรือผู้นำระดับโลกหลายๆคนประสบความสำเร็จมาจากวิธีคิดและวิธีการทำงานของเขา และเรื่องหนึ่งที่เขาเหล่านี้ทำอยู่เป็นประจำคือการเรียนรู้ตลอดชีวิต ตัวอย่างคำพูดของผู้นำระดับโลก</p>



<p><strong>Mahatma Gandhi (มหาตมะคานธี)</strong></p>



<p>“Live as if you were to die tomorrow. Learn as if you were to live forever.”</p>



<p>ใช้ชีวิตให้เสมือนว่าพรุ่งนี้ท่านจะไม่มีชีวิตอยู่แล้ว เรียนรู้ให้เสมือนว่าท่านจะอยู่ในโลกนี้ตลอดไปไม่มีวันสิ้นสุด<br></p>



<p><strong>Steve Jobs :</strong></p>



<p>“Stay Hungry, Stay Foolish”</p>



<p>จงกระหายและทำตัวให้โง่ตลอดเวลา</p>



<p><br><strong>Henry Ford :</strong></p>



<p>Anyone who stops learning is old, whether at twenty or eighty. Anyone who keeps learning stays young.”</p>



<p>ผู้หยุดเรียนรู้ล้วนแก่เฒ่า ไม่ว่าจะยี่สิบหรือแปดสิบ ผู้ฝักใฝ่เรียนรู้ล้วนหนุ่มสาว<br></p>



<p><strong>John F. Kennedy</strong></p>



<p>จอห์น เอฟ. เคนเนดี้</p>



<p>ภาวะผู้นำและการเรียนรู้เป็นสองสิ่งที่แยกออกจากกันมิได้</p>



<p><strong>REFERENCE:</strong><br><a href="https://www.lifehack.org/articles/communication/10-impressive-characteristics-great-leaders-have.html" target="_blank" rel="noreferrer noopener">What Makes a Good Leader</a> by lifehack.org</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ทฤษฎีความคิดสร้างสรรค์</title>
		<link>https://www.palagrit.com/creativity-theory/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 20 Jun 2021 04:47:45 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Self Development]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.palagrit.com/?p=27102</guid>

					<description><![CDATA[รวบรวมแนวคิดของนักจิตวิทยาที่ได้กล่าวถึงทฤษฎีความคิดสร้างสรรค์ ที่มาที่ไป และเกร็ดความรู้ต่างๆ ที่มีคนเคยนิยามไว้]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>เมื่อกล่าวถึงทฤษฎีความคิดสร้างสรรค์หรือ Creative theory</p>



<p>หากอ้างอิงจากทฤษฎีความคิดสร้างสรรค์ของเดวิส Davis (1973 : อ้างถึงใน กรมวิชาการ. 2535 : 6-7) ได้รวบรวมแนวคิดเกี่ยวกับความคิดสร้างสรรค์ของนักจิตวิทยาที่ได้กล่าวถึงทฤษฎีความคิดสร้างสรรค์โดยแบ่งแนวความคิดเป็นกลุ่มใหญ่ๆได้ 4 กลุ่มดังนี้</p>



<h2 class="wp-block-heading">1.ทฤษฎีความคิดสร้างสรรค์เชิงจิตวิเคราะห์</h2>



<p>มีนักจิตวิทยาทางจิตวิเคราะห์หลายคน เช่น ฟรอยด์ (Freud) และ คริส (Kris) ได้เสนอแนวคิดเกี่ยวกับการเกิดของความคิดสร้างสรรค์ว่า ความคิดสร้างสรรค์เป็นผลมาจากความขัดแย้งภายในจิตใต้สํานึก ระหว่างแรงขับทางเพศ (Libido) กับความรู้สึกผิดชอบทางสังคม (Social Conscience)</p>



<p>ดังนั้นเพื่อให้ แรงขับทางเพศได้แสดงออกมาในรูปหรือพฤติกรรมที่สังคมยอมรับได้ จึงเปลี่ยนเป็น ความคิด สร้างสรรค์</p>



<p>ส่วน คูไบ (Kubie) และ รัค (Rugg) ซึ่งเป็นนักจิตวิเคราะห์แนวใหม่กล่าวว่า ความคิดสร้างสรรค์นั้นเกิดขึ้นระหว่างการรู้สติกับจิตใต้สานึก&nbsp; ซึ่งอยู่ในขอบเขตของจิตส่วนที่เรียกว่า จิตก่อนสํานึก</p>



<h2 class="wp-block-heading">2.ทฤษฎีความคิดสร้างสรรค์เชิงพฤติกรรมนิยม</h2>



<p>นักจิตวิทยากลุ่มนี้มีแนวความคิดเกี่ยวกับเรื่องความคิดสร้างสรรค์ ว่าเป็นพฤติกรรมที่เกิดจากการ เรียนรู้ โดยเน้นที่ความสําคัญของการเสริมแรง การตอบสนองที่ถูกต้องกับสิ่งเร้าเฉพาะหรือ สถานการณ์</p>



<p>นอกจากนี้ยังเน้นความสัมพันธ์ทางปัญญา คือการโยงความสัมพันธ์จากสิ่งเร้าหนึ่งไปยัง สิ่งเร้าต่างๆ ทําให้เกิดความคิดใหม่หรือสิ่งใหม่เกิดขึ้น</p>



<h2 class="wp-block-heading">3.ทฤษฎีความคิดสร้างสรรค์เชิงมานุษยนิยม</h2>



<p>นักจิตวิทยาในกลุ่มนี้มีแนวคิดว่าความคิดสร้างสรรค์เป็นสิ่งที่มนุษย์มีติดตัวมาตั้งแต่เกิด ซึ่ง มาสโรว์ (Maslow) และ โรเจอร์ (Rogers) เป็นผู้ที่มีบทบาทสาคัญของแนวคิดกลุ่มนี้</p>



<p>โดยมีแนวความคิดว่าผู้ที่สามารถนําความคิดสร้างสรรค์ออกมาใช้ได้คือผู้ที่มีสัจการแห่งตน คือรู้จักตนเองตรงตามความเป็นจริง เข้าใจตนเอง พอใจและยอมรับตนเองทั้งในส่วนที่ดีและส่วนที่บกพร่อง ทั้งจุดอ่อนและจุดแข็ง ตระหนักและใช้ตนเองเต็มตามศักยภาพของตน</p>



<p>มนุษย์จะสามารถแสดงความคิดสร้างสรรค์ของตนเองมาได้อย่างเต็มที่นั้น ขึ้นอยู่กับความสามารถใน การตระหนักรู้ในความสามารถของตนเอง</p>



<p>สามารถพึ่งพาตนเอง ริเริ่มสิ่งใหม่ และพัฒนาตนเองได้ โดยมีอิสรภาพในการคิด วิเคราะห์ ตัดสินใจเลือกทําสิ่งต่างๆ ที่เป็นประโยชน์แก่ตนเอง ผู้คนรอบข้าง และสังคมให้เกิดประโยชน์สุข</p>



<p>ซึ่งบรรยากาศที่สําคัญที่จะช่วยส่งเสริมกระบวนการทางความคิดสร้างสรรค์ คือ การสร้างสภาวะหรือ บรรยากาศที่เอื้ออํานวย อันประกอบด้วยความปลอดภัยในเชิงจิตวิทยา ความมั่นคงของจิตใจ มอง เห็นศักดิ์ศรี และคุณค่าของตนเอง</p>



<p>ความปรารถนาที่จะเล่น ความคิดอันเป็นอิสระในการสร้างสรรค์สิ่ง ต่างๆ ด้วยตนเอง และการเปิดกว้างที่จะรับประสบการณ์ใหม่</p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img loading="lazy" decoding="async" width="600" height="392" src="https://e6999c8z279.exactdn.com/wp-content/uploads/2022/12/human-with-creative-thinking.jpg?lossy=1&resize=600%2C392&ssl=1" alt="human with creative thinking" class="wp-image-27481" title="ทฤษฎีความคิดสร้างสรรค์ 11"></figure>



<p>โดยกลุ่มมานุษยนิยมได้เน้นถึงบรรยากาศที่จะช่วยส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ ว่าจะต้องประกอบด้วย ปัจจัยสําคัญดังนี้</p>



<p>1 มีภาวะความปลอดภัยทางจิต กล่าวคือ</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>มีการยอมรับในค่าของความเป็นคน เคารพในสิทธิและความคิดเห็น</li>



<li>ไม่มีการตีราคา ประเมิน หรือเปรียบเทียบความคิดเห็น และผลงาน</li>



<li>ทุกคนทํางานด้วยความสบายใจ ไม่ต้องหวั่นวิตกและเกรงการถูกทําโทษ ถูกตําหนิ หรือถูกตัดสินว่าทําดีหรือไม่ดี</li>



<li>มีความมั่นใจในตนเอง มีแนวโน้มที่จะตัดสินใจได้ด้วยตนเอง</li>



<li>มีความเต็มใจที่จะรับผิดชอบในความสําเร็จ หรือความล้มเหลวของตนได้</li>
</ul>



<p>2 มีภาวะที่มีเสรีภาพในการแสดงออก กล่าวคือ</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>มีจิตใจกว้างที่จะเปิดรับประสบการณ์ใหม่ๆ</li>



<li>มีความปรารถนาที่จะเล่นกับความคิด และสิ่งแปลกใหม่</li>



<li>เต็มใจที่จะรับรู้ความคิดที่แตกต่าง</li>



<li>มีความสนใจต่อเหตุการณ์และความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เกิดขึ้นในโลก รวมทั้งประเด็นข้อถกเถียงที่ยังไม่ยุติ</li>
</ul>



<h2 class="wp-block-heading">4.ทฤษฎีอูต้า (AUTA)</h2>



<p>ทฤษฎีนี้เป็นรูปแบบของการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ให้เกิดขึ้นในตัวบุคคล เป็นแนวคิดสร้างสรรค์ที่ เดวิด (David) และ ซัลลิแวน (Sullivan) คิดค้นในปี ค.ศ. 1980</p>



<p>โดยอธิบายว่า ความคิดสร้างสรรค์นั้นมีอยู่ในมนุษย์ทุกคน และสามารถส่งเสริมพัฒนาให้สูงขึ้นได้ ด้วยการส่งเสริมกระบวนการคิดอย่างสร้างสรรค์ ตามการจัดลําดับของการพัฒนาแบบ อุต้า (AUTA) ซึ่งมี 4 ลําดับขั้นตอน ดังนี้</p>



<p>4.1 การตระหนัก (Awareness) คือ การตระหนักถึงความสาคัญของความคิด สร้างสรรค์ที่มีต่อตัวเอง สังคม ทั้งในปัจจุบันและอนาคต และตระหนักถึงความคิดสร้างสรรค์ที่มีอยู่ในตนเองด้วย</p>



<p>4.2 ความเข้าใจ (Understanding) คือ มีความรู้ความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในเรื่องราว ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับความคิดสร้างสรรค์ ได้แก่</p>



<p>a) บุคลิกภาพของบุคคลที่มีความคิดสร้างสรรค์</p>



<p>b) ธรรมชาติของกระบวนการคิดสร้างสรรค์</p>



<p>c) ความสามารถที่สร้างสรรค์</p>



<p>d) ทฤษฎีความคิดสร้างสรรค์</p>



<p>e) แบบทดสอบความคิดสร้างสรรค์</p>



<p>f) วิธีฝึก และปัจจัยที่ทําให้เกิดความคิดสร้างสรรค์</p>



<p>4.3 เทคนิควิธี (Techniques) คือ การรู้จักเทคนิควิธีในการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ ทั้งที่เป็นเทคนิคส่วนบุคคลและเทคนิคที่เป็น มาตรฐาน ซึ่งสามารถทําได้ดังนี้</p>



<p>a) การระดมพลังสมอง (Brainstorming)</p>



<p>b) การเอาคุณลักษณะต่าง ๆ ออกมาแจกแจง หรือปรับลักษณะต่างๆ</p>



<p>c) การจับคู่ในลักษณะ 2 ด้าน แล้วจับคู่สลับกันหลาย ๆ คู่ ก็จะได้รูปแบบหลายรูปแบบ</p>



<p>d) การใช้ความคิดริเริ่มหรือการสร้างสิ่งใหม่ ๆ โดยอาศัยข้อมูลที่มีอยู่แล้ว</p>



<p>e) การคิดโดยเอาสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้องมาเกี่ยวข้องกันหรือทําสิ่งธรรมดาให้แปลกใหม่ โดยการใช้ คุณลักษณะของการเปรียบเทียบมาใช้</p>



<p>4.4 การตระหนักในความจริงของสิ่งต่างๆ (Actualization) คือ การรู้จักหรือตระหนักในตนเอง พอใจในตนเอง และพยายามใช้ตนเองและพยายามใช้ตนเองเต็ม ศักยภาพ</p>



<p>รวมทั้งการเปิดกว้างรับประสบการณ์ต่างๆ โดยมีการปรับตัวได้อย่างเหมาะสม การตระหนัก ถึงเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน การผลิตผลงานด้วยตนเอง และมีความคิดที่ยืดหยุ่นเข้ากับทุกรูปแบบของชีวิต ได้ด้วยตนเองดังนี้</p>



<p>a) เปิดกว้างรับประสบการณ์ต่าง ๆ โดยมีการปรับตัวได้อย่างเหมาะสม</p>



<p>b) มีความตระหนักถึงเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน</p>



<p>c) ผลผลิตผลงานด้วยตนเอง</p>



<p>d) มีความคิดที่ยืดหยุ่นเข้ากับทุกรูปแบบของชีวิต</p>



<h2 class="wp-block-heading">สรุป</h2>



<p>โดยสรุปแล้วเมื่อเราพิจารณาจากองค์ประกอบของทฤษฎีความคิดสร้างสรรค์ทั้ง 4 อย่างที่กล่าวมาแล้วทั้งหมด จะเห็นได้ว่าความคิดสร้างสรรค์เป็นทักษะที่มีในตัวบุคคลทุกคนตามธรรมชาติ</p>



<p>และสามารถที่จะพัฒนาให้สูงขึ้นได้โดยอาศัยการตระหนักรู้ในตนเอง การเรียนรู้ที่เปิดกว้าง มีสิ่งแวดล้อม และบรรยากาศที่เอื้ออํานวย ที่จะช่วยผลักดันให้บุคคลสามารถดึงศักยภาพเชิงสร้างสรรค์ของตนเอง ออกมาใช้ได้อย่างเต็มที่ในที่สุดนั่นเอง</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>4 simple tips to boost your work performance</title>
		<link>https://www.palagrit.com/how-to-work-more-efficiently/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 18 Apr 2021 11:20:31 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Self Development]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.palagrit.com/?p=26713</guid>

					<description><![CDATA[เคล็ดวิธีเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานแบบง่ายๆ แต่ได้ผลดี ถ้าคุณเป็นหนึ่งที่กำลังมองหาวิธีปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานอยู่ 4 เทคนิคต่อไปนี้อาจช่วยคุณได้]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p><strong>How to Work Efficiently: Simple Ways to Boost Your Productivity</strong></p>



<p>Working efficiently means achieving high-quality results with the least amount of time, energy, and cost. For organizations, efficiency is about getting tasks done while saving time, resources, and manpower.</p>



<p>The efficiency of employees plays a key role in an organization’s success. In this article, we’ll share 4 simple yet effective ways to boost your work efficiency.</p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity is-style-default"/>



<h2 class="wp-block-heading" id="headline-12-26714">1.Set Clear Goals and Plan Ahead</h2>



<h3 class="wp-block-heading">1.1 Set Work Goals</h3>



<p>Before you start any task, it’s important to set clear, specific goals. These should include short-term, medium-term, and long-term objectives. Having clear goals helps guide your work and gives it a clear direction.</p>



<h3 class="wp-block-heading">1.2 Plan Before You Begin</h3>



<p>Planning your tasks ahead of time helps you understand what needs to be done. It keeps your work organized and less confusing. If something goes wrong, it’s easier to find the issue and fix it. The better you plan, the less time you’ll waste, and the more efficient you’ll be.</p>



<h3 class="wp-block-heading">1.3 Break Big Tasks into Smaller Ones</h3>



<p>Some tasks can feel overwhelming because they take a lot of time and can’t be completed in one go. It’s helpful to break them down into smaller, manageable parts. This way, you can track progress more easily and feel motivated as you complete each smaller task.</p>



<h3 class="wp-block-heading">1.4 Prioritize Your Tasks</h3>



<p>Focus on the most important tasks first. One effective method for prioritization is the <strong>Eisenhower Matrix</strong> (developed by Dwight D. Eisenhower, the 34th President of the U.S.). The matrix divides tasks into four categories:</p>



<p><strong>Not Urgent &amp; Not Important</strong>: These are tasks that don’t add value, like excessive social media use or unnecessary phone calls.</p>



<p><strong>Urgent &amp; Important</strong>: These tasks need immediate attention and can cause problems if delayed.</p>



<p><strong>Important, But Not Urgent</strong>: These tasks are significant for your future but don’t require immediate action. Examples might include planning for your career or personal development.</p>



<p><strong>Urgent, But Not Important</strong>: These tasks are distractions like answering calls or emails. Delegate these if possible.</p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img loading="lazy" decoding="async" width="1000" height="661" src="https://e6999c8z279.exactdn.com/wp-content/uploads/2023/01/Eisenhower-Matrix.png?lossy=1&resize=1000%2C661&ssl=1" alt="Eisenhower" class="wp-image-27563" title="4 simple tips to boost your work performance 12"></figure>



<p><strong><em>Reference:</em></strong> https://gobemore.co</p>



<h3 class="wp-block-heading">1.5 Use a To-Do List</h3>



<p>A to-do list is a great way to stay on track. Write down everything you need to do and prioritize the tasks based on importance. Start with the most urgent ones and move on to the less critical tasks after.</p>



<h3 class="wp-block-heading">1.6 Avoid Multitasking</h3>



<p>Try to focus on one task at a time. Multitasking can reduce your concentration and lower the quality of your work. Completing one task before moving on to the next will help you stay more focused and deliver better results.</p>



<h3 class="wp-block-heading">1.7 Set Milestones and Deadlines</h3>



<p>Break your work into smaller stages and set deadlines for each one. This allows you to track your progress and stay motivated.</p>



<h3 class="wp-block-heading">1.8 Stick to Your Plan</h3>



<p>Follow your plan and don’t give up until you reach your goal. If needed, adjust your approach, but avoid procrastination. Consistency is key to success.</p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity is-style-default"/>



<h2 class="wp-block-heading" id="headline-15-26714">2.Stay Focused on the Task at Hand</h2>



<h3 class="wp-block-heading">2.1 Minimize Distractions</h3>



<p>In today’s world, distractions are everywhere – phone notifications, social media, people walking by, or even just your own thoughts wandering off. </p>



<p>To stay focused, try creating an environment that reduces these distractions. Put your phone on silent, close unnecessary tabs on your computer, and let your colleagues know you’re in the middle of something important. </p>



<p>The more you can control your surroundings, the easier it will be to focus.</p>



<h3 class="wp-block-heading">2.2 Set Clear Time Blocks</h3>



<p>Sometimes, the idea of working for hours straight can feel overwhelming. Instead, break your work into time blocks. </p>



<p>For example, you could try working for 25 minutes, then take a 5-minute break (this is called the Pomodoro Technique). </p>



<p>Knowing you have a set amount of time to work and a scheduled break gives your brain something to look forward to, making it easier to stay focused on the task at hand.</p>



<h3 class="wp-block-heading">2.3 Take Regular Breaks</h3>



<p>It might seem counterproductive, but taking breaks can actually improve your focus. </p>



<p>When you work for too long without a rest, your mind can start to wander or become fatigued. </p>



<p>Taking short, regular breaks helps refresh your brain and keeps your focus sharp. Just make sure your breaks are not too long or you might lose your momentum.</p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity is-style-default"/>



<h2 class="wp-block-heading" id="headline-38-26714">3.Take Care of Your Physical Health</h2>



<p>Your physical health is the foundation for staying productive and performing well at work. When you’re feeling good physically, it’s easier to stay focused and energized throughout the day. Here are three simple ways to take care of yourself and boost your work performance:</p>



<h3 class="wp-block-heading">3.1 Get Enough Sleep</h3>



<p>Sleep is essential for your brain and body to recharge. When you don’t get enough rest, it’s harder to concentrate, solve problems, and be creative. Try to aim for 7-9 hours of sleep each night. </p>



<p>A good night’s sleep will leave you feeling refreshed and ready to take on the day with energy and focus.</p>



<h3 class="wp-block-heading">3.2 Move Your Body Regularly</h3>



<p>Sitting at a desk all day can make you feel sluggish and tired. Even if you’re super busy, make time to move your body. </p>



<p>Whether it’s stretching, going for a walk, or doing a quick workout, getting some exercise helps to boost circulation, clear your mind, and release those feel-good endorphins. </p>



<p>It doesn&#8217;t have to be a full-on gym session – just getting up and moving around can do wonders!</p>



<h3 class="wp-block-heading">3.3 Eat Healthy and Stay Hydrated</h3>



<p>What you eat plays a huge role in your energy levels and focus. Try to eat balanced meals with plenty of fruits, vegetables, and whole grains. </p>



<p>And don’t forget to drink water throughout the day. Staying hydrated helps keep your mind sharp and prevents that midday slump. A healthy body equals a healthy mind, so fueling yourself properly is key to staying productive!</p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity is-style-default"/>



<h2 class="wp-block-heading" id="headline-43-26714">4.Take Care of Your Mental Health</h2>



<h3 class="wp-block-heading">4.1 Practice Mindfulness and Relaxation</h3>



<p>Mindfulness techniques, like deep breathing or meditation, can help calm your mind and reduce stress. Even just taking a few minutes to sit quietly and focus on your breath can clear your head and help you reset. </p>



<p>Incorporating relaxation into your day allows you to manage stress better and stay more present in your work.</p>



<h3 class="wp-block-heading">4.2 Take Mental Breaks</h3>



<p>Sometimes, when you’re feeling overwhelmed, the best thing to do is step away for a moment. Take a mental break, whether it’s grabbing a coffee, stepping outside for fresh air, or chatting with a colleague. </p>



<p>These short breaks give your mind a chance to recharge and come back to your tasks with a fresh perspective.</p>



<h3 class="wp-block-heading">4.3 Set Boundaries and Avoid Overloading Yourself</h3>



<p>It’s easy to say yes to everything, but overloading yourself with too many tasks can lead to burnout. It’s important to set clear boundaries and learn to say no when you need to. </p>



<p>Prioritize your tasks and be realistic about what you can handle. This helps keep your mental load manageable and reduces stress.</p>



<h3 class="wp-block-heading">4.4 Stay Connected with Supportive People</h3>



<p>Talking to friends, family, or colleagues can be a great way to reduce stress and get a different perspective. Don’t hesitate to reach out if you’re feeling overwhelmed. </p>



<p>Building a support network helps you feel less isolated and more resilient when challenges arise. Sometimes just sharing your thoughts can lighten the load and improve your mental well-being.</p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity is-style-default"/>



<h2 class="wp-block-heading" id="headline-63-26714">Conclusion</h2>



<p>Taking care of your body and mind, staying focused, and staying organized are all key steps when it comes to improving your work performance. </p>



<p>By following these simple <strong>tips to boost your work performance</strong>, you’ll not only get more done, but you’ll also feel more energized, motivated, and in control. </p>



<p>Remember, it’s all about finding a balance that works for you, setting clear goals, and looking after your mental and physical health. So go ahead, try out these tips, and watch your productivity soar!</p>



<p><strong><em>Reference:</em></strong><br><a href="https://gobemore.co/the-eisenhower-matrix-prioritize-like-a-president/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">Eisenhower Matrix</a></p>



<p></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
